อนุรักษ์นิยม หรือ เสรีนิยม กับความคิดทางการเมือง

คนที่ตามข่าวทางการเมืองอาจจะคุ้นกับ 2 คำนี้ ระหว่าง อนุรักษ์นิยม หรือ เสรีนิยม หรือ Conservative and Liberal ถ้ายังไม่คุ้นกับคำที่กล่าวมาก่อนหน้า ถ้าบอกว่าเป็นฝ่ายซ้าย หรือฝ่ายขวา คงจะเห็นภาพชัดขึ้น แต่ถ้ายังไม่รู้จัก หรือ ว่าไม่เข้าใจมากนัก วันนี้เรามาเรียนรู้เรื่องนี้ไปพร้อม ๆ กัน

ในสถานการณ์การเมืองไทย คำนี้ถือว่าเพิ่งมาเริ่มใช้อย่างแพร่หลายเมื่อไม่กี่ปีมานี้ เพราะถ้าเป็น 8-9 ปีก่อน คนไทยคงคุ้นชินกับการแบ่งฝ่ายทางการเมืองเป็นสีต่าง ๆ อนุรักษ์นิยม หรือ เสรีนิยม มาเริ่มใช้อย่างแพร่หลายเมื่อ 3-4 ปีให้หลังมานี้ เมื่อมีคนกลุ่มนี้เริ่มนิยามตัวมากขึ้น

อนุรักษ์นิยม Conservative

อนุรักษ์นิยม หรือ เสรีนิยม กับความคิดทางการเมือง

เราได้ยกบทความของคุณ ชำนาญ จันทร์เรือง ที่ได้อธิบายความเป็นอนุรักษ์นิยมแบบไทย ๆ มาให้ทุกท่านอ่านกัน เพราะคิดว่าทุกท่านคงจะมองภาพชัดเจนยิ่งขึ้น

1)  ระเบียบและความมั่นคง (order and stability)

พวกอนุรักษนิยมเชื่อว่า ระเบียบและความมั่นคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะต้องรักษาไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือเรื่องศาสนา ชาติกำเนิด และความรักชาติ ซึ่งไทยเราก็มีสิ่งดังกล่าวนี้เช่นกัน แต่ยังมีเพิ่มเติมไปมากกว่านั้นก็คือ ระบบโซตัส (SOTUS) ซึ่งย่อมาจาก Senoir (อาวุโส), Order (กฎ ระเบียบคำสั่ง), Unity (ความเป็นเอกภาพ, ความสามัคคี) และ Spirit (จิตวิญญาณ ความสำนึกรักพวกรักพ้อง) ซึ่งระบาดไปทั่วในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ไม่เว้นแม้ในระดับโรงเรียนมัธยม

2) ความชั่วร้ายของคน (wickedness of man)

พวกอนุรักษนิยมเชื่อว่า มนุษย์เกิดมาพร้อม ๆ กับธรรมชาติที่โหดร้าย น่ากลัว ดังนั้น มนุษย์จึงต้องการรัฐบาลมาช่วยให้สังคมมนุษย์ให้ไร้ซึ่งความวุ่นวายและป่าเถื่อน โดยใช้กฎหมายและศาสนาเข้ามาจัดการ พวกอนุรักษนิยมจึงไม่เชื่อในตัวมนุษย์ ซึ่งในสังคมไทยจะเห็นได้ชัดมาก ตัวอย่างเช่น การเรียกร้องให้มีการใช้อำนาจนอกระบบเข้ามาแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง โดยไม่เชื่อในวิธีการแก้ปัญหาตามวิถีทางของประชาธิปไตย ที่เน้นการเจรจาและการประนีประนอม เป็นต้น

นอกจากนั้น สังคมไทยมักจะนิยมชมชอบและเรียกร้องให้มีการใช้กฎหมายที่มีโทษที่รุนแรง โดยเชื่อว่าหากกฎหมายยิ่งแรง คนทำผิดจะยิ่งน้อยลง ซึ่งก็ไม่เป็นความจริง เช่น การใช้โทษประหารชีวิตกับผู้ต้องหาคดีอาญา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คดียาเสพติดหรือคดีข่มขืน เป็นต้น

3) ประสบการณ์ (experience)

พวกอนุรักษนิยมเชื่อในประสบการณ์มากกว่าเหตุผล เพราะเขาไม่เชื่อว่า มนุษย์จะใช้หลักเหตุผลได้อย่างถูกต้อง เราคนไทยจึงมักได้ยินอยู่คำพูดของผู้ใหญ่อยู่เสมอว่าตนเอง “อาบน้ำร้อนมาก่อน” ซึ่งก็หมายถึงเกิดมาดูโลกก่อนนั่นเอง ฉะนั้น อย่ามาเถียง

4) สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป (gradual change)

พวกอนุรักษนิยมไม่เชื่อในการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบของการปฏิวัติ (revolution) หากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เขาต้องการให้มันเกิดขึ้นอย่างค่อย ๆ เป็น ค่อย ๆ ไป ดังนั้น พวกอนุรักษนิยมจึงมีความหวาดกลัวต่อการปฏิวัติเป็นอย่างยิ่ง เพราะถือว่าเป็นการถอนรากถอนโคนระบบสังคมแบบเดิม ที่เขาเห็นว่าหากจะมีการเปลี่ยนแปลงก็ควรเป็นไปอย่างช้า ๆ ของไทยเราก็เช่นกัน ดังจะเห็นได้จาก เมื่อคราใดที่มีการรณรงค์ให้มีประชาธิปไตยแบบเต็มใบ หรือมีการรณรงค์ให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ก็จะได้ยินเสียงค้านว่า “ประชาชนยังไม่พร้อม” อยู่เสมอ ทั้ง ๆ ที่แท้จริงแล้วใครกันแน่ที่ไม่พร้อม

5) ไม่เชื่อในความเท่าเทียมกัน (equality)

พวกอนุรักษนิยมไม่ชอบความเท่าเทียมกัน เพราะเขาเชื่อว่ามันจะเป็นอันตรายต่อเสรีภาพ (ของเขา) โดยเนื้อแท้เขาสนับสนุนรัฐบาลที่มีรากฐานอยู่ที่การเป็นผู้ดี และต่อต้านพวกทุนนิยม ที่เข้าสู่อำนาจจากความร่ำรวย และต่อต้านระบอบประชาธิปไตย เพราะมันอยู่ตรงกันข้ามกับระเบียบและความมั่นคง ซึ่งพวกอนุรักษนิยมของไทยเราหลายคนยังเชื่อว่า เสียงที่มีคุณภาพของคนในเมืองที่จำนวนน้อย ดีกว่าเสียงของคนชนบท ที่แม้ว่าจะมีจำนวนมาก และเป็นเสียงส่วนใหญ่แต่ไร้คุณภาพ

6) ไม่เชื่อในความเป็นสากล(universalism)

พวกอนุรักษนิยมไม่เชื่อว่า จะมีอะไรเป็นสิ่งที่เป็นสากลใช้ได้กับทุกสังคม เช่น หลักสิทธิมนุษยชน หลักประชาธิปไตย ฯลฯ โดยเชื่อว่าแต่ละสังคมต่างมีวิถีการพัฒนาเป็นของตนเอง ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละสังคม เช่น หลักสิทธิมนุษยชนเป็นของฝรั่งไม่เหมาะกับคนไทย หรือประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ที่ต้องมีทหารคอยเช็กบิลนักการเมืองที่ออกนอกลู่นอกทาง เป็นต้น

ฉะนั้น พวกอนุรักษนิยมจึงมักถูกเรียกว่า ฝ่ายขวา (right wing) บ้าง พวกระมัดระวัง (cautious) บ้าง พวกเชื่องช้า (slow) บ้าง หรือไม่ก็แรง ๆ แบบไทย ๆ ไปเลยว่าพวก “ไดโนเสาร์ เต่าล้านปี” บ้าง

เสรีนิยม Liberal

อนุรักษ์นิยม หรือ เสรีนิยม กับความคิดทางการเมือง

 เสรีนิยม (Liberalism) เป็นลัทธิการเมืองที่เป็นรากฐานระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจทุนนิยม เป็นลัทธินำของโลกปัจจุบัน ประเทศยุโรปตะวันตกกับอเมริกาเหนือซึ่งเป็นแนวหน้าให้กำเนิดระบอบเสรีประชาธิปไตย (Liberal Democracy หรือที่นิยมเรียกสั้นๆ ว่าประชาธิปไตย) ล้วนเป็น “เสรีนิยม” (Liberal) ก่อน และค่อยพัฒนาเป็นประชาธิปไตย (Democratic) ในภายหลัง

หลักสำคัญของอุดมการณ์เสรีนิยม คือ การให้ความสำคัญกับการรักษา ส่งเสริม เสรีภาพของประชาชน ต่อต้านการจำกัดเสรีภาพของการแสดงออก ต่อต้านการออกกฎหมายควบคุมความเชื่อหรือค่านิยมที่ปัจเจกชนยึดถือ

1. เคารพในกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล เปิดโอกาสให้เอกชนเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตได้และผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการผลิตนั้นก็ตกเป็นของเอกชนผู้เป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต

2. การดำเนินงานของระบบเศรษฐกิจเป็นไปตามธรรมชาติ คือ ผู้ผลิตสินค้าจะผลิตอะไรก็ขึ้นอยู่กับผู้บริโภค ส่วนผู้บริโภคก็มีเสรีภาพที่จะเลือกสินค้าที่ตนพอใจ ในราคาที่ผู้ผลิตและผู้บริโภคตกลงกันเอง

3. ให้เสรีภาพแก่ทุกคนที่จะแข่งขันกันในการผลิตสินค้าโดยไม่มีการกีดกัน เกิดการแข่งขันอย่างเสรี ผลิตแข่งกันขาย และผู้บริโภคก็มีเสรีภาพที่จะเลือกซื้อได้เต็มที่

4. รัฐมีอำนาจจำกัด ไม่เข้าแทรกแซงกิจกรรมทางเศรษฐกิจของเอกชน หน้าที่ของรัฐคือการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม และการตัดสินข้อพิพาทของเอกชนตามกระบวนการยุติธรรม

พออ่านมาจนถึงตอนนี้แล้ว หลายคนอาจจะฉุกคิดแล้วว่า ตอนนี้ตัวเองมีความทางการเมืองแบบไหน ทั้งนี้ทั้งนั้น ความเห็นทางการเมืองเป็นเรื่องที่ควรเคารพซึ่งกันและกัน แต่ก็ต้องอยู่บนฐานความเป็นประชาธิปไตยด้วย ในเมื่องเมืองไทยได้บอกว่าเป็นประเทศประชาธิปไตย



บทความน่าสนใจ